รีวิว ออเคสตราเล่ เครื่องชงกาแฟสุดหรู

Posted on มิถุนายน 4, 2010

5


ออเคสตราเล่เข้ามาในเมืองไทยราว 2 ปีแล้วครับ โดยพีแอนด์เอฟคอฟฟี่เจ้าเก่าและได้เปิดตัวจริงจังด้วยการเป็นเครื่องสำหรับงานแข่งขัน GBC Thailand ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ตอนที่ผมเห็นเครื่องรุ่น etnica จากออเคสตราเล่เป็นครั้งแรกจำได้ว่าตื่นเต้นพอสมควรเพราะมีดีไซน์ที่โดดเด่นและดูหรูหรามาก ได้แต่คิดในใจว่า “แพงแน่ๆ” 

จนเวลาล่วงเลยมามีหลายคนถามว่าเครื่องเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่ผมแนะนำให้ไปลองด้วยตัวเองเพื่อจะได้สัมผัสและรับรู้ความรู้สึกด้วยตัวเองจะได้ตัดสินใจได้แม่นยำกว่า แต่ก็ยังมีถามความเห็นส่วนตัวผมเข้ามาอยู่ดี อาจเป็นเพราะค่าตัวที่สูงมากจึงทำให้ต้องคิดกันให้รอบคอบสักหน่อย

ผมเลยลองรีวิวดูแบบง่ายๆ นะครับ ในฐานะที่มีโอกาสได้จับได้ใช้บ้าง โดยรุ่นที่เอ่ยถึงนี้คือ ออเคสตราเล่ etnica display

ความเป็นมา

ออเคสตราเล่ เป็นเครื่องเอสเปรสโซคอลเลคชั่นแรก จากบริษัท D.I.D. ซึ่งเป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเป็นพิเศษ มีฐานการผลิตที่เมืองเตรวิโซ อิตาลี เมืองเล็กๆ ที่เป็นต้นกำเนิดของขนมทีรามิสุที่หลายคนชื่นชอบ โดยเทคโนโลยีด้านไฮโดรลิกของเครื่องเอสเปรสโซนั้นได้รับการสนับสนุนจาก CMA ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องเอสเปรสโซของอิตาลี (ผู้ผลิตเครื่องยี่ห้อ Astoria) ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ใช้ CMA ต้องทำให้ออเคสตราเล่เป็นการเฉพาะเท่านั้น 

การตลาด

เครื่องเอสเปรสโซในนามออเคสตราเล่ ถูกวางไว้ให้เป็นเครื่องเอสเปรสโซระดับไฮเอนด์เท่านั้น เน้นการออกแบบที่โดดเด่น หรูหรา เทคโนโลยีที่สามารถผลิตเอสเปรสโซได้ยอดเยี่ยม แสดงถึงความเป็น อิตาลีมากที่สุด และใช้ส่วนประกอบที่ผลิตในอิตาลีทั้งหมด

ด้วยความที่เป็นแบรนด์ใหม่ ออเคสตราเล่จึงร่วมมือกับ Dane Gourmet coffee ออสเตรเลียซึ่งเป็นดิสทรีบิวเตอร์ในออสเตรเลีย โดยเป็นผู้สนับสนุนหลักในการแข่ง Grand Barista Championship การแข่งที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในออสเตรเลีย และตั้งแต่ปี 2009 Grand Barista Championship ยังได้มีการจัดในประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายออเคสตราเล่ กลายเป็น Grand Barista Australasia และจะขยายไปประเทศอื่นๆ เพื่อเป็น International Grand Barista Championship ในอนาคตอันใกล้นี้

กลยุทธ์นี้ทำให้เครื่องเอสเปรสโซในนาม ออเคสตราเล่ เป็นที่รู้จักในหมู่บาริสต้ามืออาชีพทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ดีไซน์

ออเคสตราเล่คอลเลคชั่นแรกมี  3 รุ่นด้วยกัน คือ phonica etnica และ etnica display

สำหรับ etnica display ที่รีวิวอยู่นี้ส่วนตัวผมชอบตั้งแต่แรกเห็น การมี display ทำให้ดูร่วมสมัยมากขึ้นและอาจทำให้เข้ากับร้านกาแฟสไตล์ต่างๆ ได้ง่ายกว่า แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเครื่องดนตรีโบราณคล้ายกีต้าร์ 

วัสดุและความปราณีต

ส่วนใหญ่เป็นแสตนเลส งานพับ งานประกอบ ถ้าดูราคาแล้วน่าจะทำได้ดีกว่านี้ แต่ด้วยความโดดเด่นของการออกแบบรูปโฉมทำให้หลายคนมองข้ามความปราณีตของวัสดุและงานประกอบไปเลย นอกจากการออกแบบรูปโฉมที่เด็ดขาดแล้ว ผมลองถอดฝาบนฝาข้างเพื่อ service เครื่องยังสามารถทำได้โดยง่าย เรื่องนี้ดีสำหรับงานซ่อมบำรุงเพราะเครื่องจะไม่ช้ำมาก ผิดกับเครื่องอิตาเลี่ยนบางเครื่องที่ผมเคยใช้ออกแบบมาให้ถอดฝาข้างยากมาก

การใช้งาน

ปุ่มเปิดปิดออกแบบมาให้อยู่ด้านล่าง ถ้าไม่ชินอาจบ่นได้ เพราะเครื่องส่วนใหญ่ปุ่มต่างๆ จะอยู่ด้านบน นอกจากนี้สัมผัสของปุ่มกด ผมเคยใช้บางเครื่องที่สัมผัสดีกว่านี้ คือนิ่มนวล มั่นใจกว่า แต่เรื่องแบบนี้ถ้าได้สร้างความคุ้นเคยสักหน่อยจะชินไปเองครับ ส่วน knob สำหรับเปิดปิด steam เป็นปุ่มสามเหลี่ยม บางคนอาจบ่นเพราะชินกับปุ่มกลมๆ แต่เช่นเดียวกันพอใช้ไปบ่อยๆ เข้าจะคุ้นไปเอง ที่ลำบากหน่อยคือ เครื่องเป็นแสตนเลสเงาแว๊ปไปทั้งตัว เวลาใช้ไปต้องขยันเช็ดไปด้วยมิฉะนั้นมันจะมีรอยสกปรกทำให้ไม่น่าดู และอีกส่วนคือหัวกรุ๊ปเป็นแบบ e61 การทำความสะอาดตะแกรงฝักบัวต้องงัดออกมาพร้อมประเก็นยาง ซึ่งอาจจะลำบากหน่อย แต่ถ้ารู้เทคนิคที่ถูกต้องจะสามารถทำได้ไม่ยากเกินไปนัก

ช็อตกาแฟ

แม้เทคโนยีที่ใช้เป็นแบบแลกเปลี่ยนความร้อนที่เหมือนจะธรรมดา แต่ช็อตเอสเปรสโซที่ได้นั้นผมประทับใจมาก โดยเฉพาะเรื่องอโรม่า ออเคสตราเล่สามารถให้รายละเอียดของกลิ่นมากกว่าเครื่องเอสเปรสโซหลายๆ เครื่องที่ผมเคยใช้ และที่น่าสังเกตคือถ้าใช้กาแฟที่เพิ่งคั่ว ออเคสตราเล่จะให้เอสเปรสโซที่มีครีมาฟูมาก และอาจได้กลิ่นแก๊สชัด จึงแนะนำว่ากาแฟคั่วสำหรับชงด้วยเครื่องนี้ควรมีอายุหลังคั่วมากกว่า 5 วันขึ้นไป จึงจะได้เอสเปรสโซที่ครีมาละเอียด สีเข้ม หนาคงตัว และให้กลิ่นที่ใสสะอาดขึ้น

สตีม

เครื่องที่ผมทดสอบนั้นตั้งความดันหม้อต้มน้ำที่ 0.7 bar สามารถชงเอสเปรสโซได้อร่อยลงตัวแล้ว สำหรับไอน้ำในความดันนี้ถือว่าแรงพอสมควร สามารถสตีมนมปริมาณ 8 oz ได้ในเวลารวดเร็ว บาริสต้าที่มีประสบการณ์จะสามารถทำโฟมนมที่เนียนนุ่มได้ไม่ยาก

ความคุ้มค่า

เครื่องสองหัวกรุ๊ป ราคาเกิน 3 แสนบาท สำหรับผมคงไม่คิดถึงความคุ้มค่าอะไรแล้วครับ ถ้าชอบและบังเอิญมีเงินคงไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ถ้าคิดถึงเครื่องตัวที่ผมได้ใช้นี้เคยถูกยืมไปใช้งานหนักในร้านที่ขายดีมากๆ ระดับใช้กาแฟวันละ 7-10 กก.  ถ้าขายได้ขนาดนั้นผมคิดว่าเพียงไม่กี่เดือนก็สามารถคืนทุนค่าเครื่องได้แล้ว (แต่ถ้าวันละ 10 กก. ผมว่าน่าจะใช้ขนาด 3 หัวกรุ๊ปขึ้นไปจะเหมาะกว่า)

สรุป

สำหรับผมรูปโฉมมาเป็นอันดับแรกครับ ถ้าชอบรูปโฉมดีไซน์แล้ว เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง เรียกว่าจุดอ่อนอะไรก็รับได้หมด ส่วนความทนทานนั้นอย่างที่เรียนไปคือเมื่อผ่านงานหนักระดับวันละ 10 กก. เป็นเวลา 2 เดือนมาแล้ว ผมยังใช้งานปกติดีทุกอย่าง รสชาติและกลิ่นกาแฟยังเต็มที่เหมือนเดิม ถือเป็นสไตล์อิตาเลี่ยนที่สวยแล้วต้องอึดด้วย อะหลั่ยหลายตัวสามารถหาได้จากหลายที่เพราะเป็นอะหลั่ยของ CMA เหมือนกัน ส่วนเพื่อนใช้มีไม่มากครับเพราะเครื่องระดับนี้คนซื้อต้องแบบสุดๆ จริงๆ เท่าที่เอ่ยได้และสามารถไปชมชิมกันได้นอกเหนือจากที่สำนักงานกาแฟพีแอนด์เอฟ เช่น teddy coffee โคราช ยูม่าคาเฟ่ โชว์รูมซุปเปอร์คาร์ย่านพระราม 3 มอนทิสรีสอร์ตปาย และทรูคอฟฟี่สาขาดิจิตอลเกตเวย์สยามสแควร์

คะแนนเต็มสิบ 

  1. ดีไซน์                             11.00
  2. วัสดุและความปราณีต        8.00
  3. การใช้งาน                        7.50
  4. เอสเปรสโซ                      9.50
  5. สตีม                                 8.00
  6. ความทนทาน                    9.50
  7. ความคุ้มค่า                           –
  8. โดยรวม                            9.50

(ย้ำอีกทีว่าทั้งหมดนี้เป็นทัศนะส่วนตัวเท่านั้น)

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังสนใจมากขึ้นนะครับ  ภาพออเคสตราเล่ทั่วโลก

ติดป้ายกำกับ: , ,