ประชาธิปไตยต้องพูดกันได้

Posted on พฤษภาคม 22, 2010

2


วันนี้เป็นวันที่ 4 แล้วที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดยังอยู่ในเคอร์ฟิว อ่านจากหนังสือพิมพ์ทำให้รู้ว่าคำ “curfew” นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า couvre feu อ่านว่า กูฟคร เฟอ แปลว่าดับไฟ ซึ่งใช้กันในยุคกลาง ที่จะมีระฆังตีตอนค่ำคืนเป็นสัญญาณให้ทุกบ้านดับไฟนอนกันได้แล้ว

ในกรุงเทพฯ เองครั้งสุดท้ายที่มีประกาศเคอร์ฟิวนั้น คือตอนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ส่วนตัวผมจำเหตุการณ์และความรู้สึกไม่ค่อยได้ รู้แต่เพียงว่าครั้งนั้นความเสียหายไม่มากเท่าครั้งนี้ที่มีการวางเพลิงเผาสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 30 แห่ง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีรายงานอย่างเป็นทางการตลอดเหตุการณ์ผ่านศูนย์เอราวัณ เราจึงค่อยๆ เห็นจำนวนคนตายสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ในขณะที่ครั้งก่อนนั้นยอดผู้เสียชีวิตไม่ชัด บ้างก็ว่าทหารโกยขึ้นรถยีเอ็มซีออกไปทิ้งชายป่าแถวกาญจนบุรีบ้าง

ทัศนะส่วนตัวผม พฤษภาทมิฬภาคหนึ่งและภาคสอง มีความแตกต่างกันพอสมควร โดยครั้งก่อนมวลชนชั้นกลางต่อต้านรัฐบาลที่สืบทอดมาจากการรัฐประหาร ส่วนครั้งหลังนี้มวลชนชั้นล่างต่อต้านรัฐบาลที่เชื่อว่าสืบทอดมาจากการรัฐประหารในขณะที่รัฐบาลมีมวลชนชั้นกลางให้ความสนับสนุน ความขัดแย้งจึงซับซ้อนกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา โดยในใจกลางความขัดแย้งนั้นหลายคนถือว่ามีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีผู้คนต่อต้านและอาจถึงขั้นเกลียดชังเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ก็มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน ปัญหาชายแดนใต้ที่ว่ายืดเยื้อยาวนานและเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ยังไม่อาจเทียบกับการที่สังคมไทยแตกเป็นเสี่ยงด้วยความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในเวลานี้

ผมเป็นแค่คนเล็กๆ ในสังคมยังสัมผัสความขัดแย้งได้ง่ายๆ ผ่านร้านกาแฟที่เราทำอยู่ หลายปีมานี้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านจะมาพร้อมกับความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน บางคนระบายเสียงดังเหมือนจะฝากผ่านพนักงานในบาร์กระแทกไปถึงลูกค้าคนอื่นๆ บางคนเข้ามายังระแวดระวังและต้องโยนหินถามก่อนว่า “ที่นี่สีอะไร” หรือต้องคอยตรวจสอบก่อนว่าคู่สนทนานั้น “สีอะไร” บางคนเจอกันบ่อยในร้านพอจะรู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าไม่ถูกใจหรือ “คนละสี” ก็แทบจะไม่มองหน้ากัน

ความขัดแย้งของคนในประเทศนี้บางคนบอกให้ดูในบางครอบครัวได้ แต่ผมเห็นมันชัดมากในร้านกาแฟ

ผมไม่ใช่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองที่จะมีข้อเสนอทางออกทางเข้า แต่เท่าที่เห็นไม่ว่าอาจารย์ท่านไหนพูดอะไรออกมา ผู้คนจะใส่เสื้อสีให้ท่านอาจารย์เหล่านั้นเสร็จสรรพ จนบางครั้งอาจารย์บางท่านยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนี้คนไทยจะเลือกรับรู้รับฟังสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินเท่านั้น

ทำยังไงดีล่ะครับ ทฤษฏีทางการเมืองเมื่อฟังไปฟังมายังเห็นแต่ทางเข้า เลยให้นึกทางพระทางธรรมบ้าง ฟังท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก(พระพรหมคุณาภรณ์)เทศนาถึงเรื่องประชาธิปไตยแล้ว ท่านว่าสังคมจะเป็นได้ผู้คนต้องมีนู่นนี่มีศีลมีสติและหลายอย่างเหลือเกิน จนคิดว่าสังคมไทยคงอีกนานกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ได้

แต่มีธรรมะข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อนคือที่ท่านว่า “โสวจัสสตา” คือฟังกันได้พูดกันได้ คุยกันรู้เรื่อง บางคนแปลว่า สอนได้ว่าง่าย บางคนแปลว่า ว่านอนสอนง่าย อันนี้ก็เลยคิดว่าเป็นคนหัวอ่อนหรือไม่มีความคิดเป็นของตัวเองไป ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่

ท่านเจ้าคุณว่าในสังคมเราถ้าแม้แต่จะพูดจะคุยกันไม่ได้แล้ว มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นได้อยู่ทุกวันทุกที่โดยเฉพาะในร้านกาแฟอย่างที่กล่าวไป เดี๋ยวนี้เรามีแต่ความเกลียดชัง ดูถูก อาฆาต น้อยเนื้อต่ำใจ พูดอะไรไม่ได้เลย ทนฟังไม่ได้ จะพานทะเลาะกันอยู่ร่ำไป ถ้อยคำเริ่มจากเสียดสีกระแทกแดกดัน ไปเป็นดูหมิ่นเหยียดหยาม และจนด่าทอในที่สุด ความรุนแรงมันเริ่มตั้งแต่อ้าปากกันแล้ว

โสวจัสสตานั้น คือต้องรับฟังกัน ต้องอยากรู้ว่าอีกฝ่านหนึ่งเขาคิดอะไรเพื่อมาเพิ่มพูนความคิดและความรู้ของเรา ต้องคุยกันได้แม้จะไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังถ้อยคำไม่ให้เกิดการโต้เถียงรุนแรง มิเช่นนั้นมันก็คุยกันไม่ได้ ถ้าคุยไม่ได้มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว

ผมคิดว่านี่คือก้าวเล็กๆ ที่เราต้องข้ามผ่านให้ได้ก่อน และทุกคนในสังคมสามารถปฏิบัติได้ทันที เรื่องที่ใหญ่หลวงกว่านี้หรือเรื่องที่ผู้มีอำนาจควรจะทำหรือไม่ควรทำอะไรนั้นมีผู้รู้เสนอไว้มากแล้ว คงต้องปล่อยให้ท่านเหล่านั้นว่ากันไป แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตยที่แท้ รากฐานมาจากพวกเราทุกคน ถ้าเรายังคุยกันไม่ได้ คงไม่ต้องไปหวังอะไรจากใครทั้งนั้นครับ

ติดป้ายกำกับ: