วันนี้เป็นวันที่ 4 แล้วที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดยังอยู่ในเคอร์ฟิว อ่านจากหนังสือพิมพ์ทำให้รู้ว่าคำ “curfew” นั้นมาจากภาษาฝรั่งเศสว่า couvre feu อ่านว่า กูฟคร เฟอ แปลว่าดับไฟ ซึ่งใช้กันในยุคกลาง ที่จะมีระฆังตีตอนค่ำคืนเป็นสัญญาณให้ทุกบ้านดับไฟนอนกันได้แล้ว
ในกรุงเทพฯ เองครั้งสุดท้ายที่มีประกาศเคอร์ฟิวนั้น คือตอนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ส่วนตัวผมจำเหตุการณ์และความรู้สึกไม่ค่อยได้ รู้แต่เพียงว่าครั้งนั้นความเสียหายไม่มากเท่าครั้งนี้ที่มีการวางเพลิงเผาสถานที่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 30 แห่ง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และมีรายงานอย่างเป็นทางการตลอดเหตุการณ์ผ่านศูนย์เอราวัณ เราจึงค่อยๆ เห็นจำนวนคนตายสะสมขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ในขณะที่ครั้งก่อนนั้นยอดผู้เสียชีวิตไม่ชัด บ้างก็ว่าทหารโกยขึ้นรถยีเอ็มซีออกไปทิ้งชายป่าแถวกาญจนบุรีบ้าง
ทัศนะส่วนตัวผม พฤษภาทมิฬภาคหนึ่งและภาคสอง มีความแตกต่างกันพอสมควร โดยครั้งก่อนมวลชนชั้นกลางต่อต้านรัฐบาลที่สืบทอดมาจากการรัฐประหาร ส่วนครั้งหลังนี้มวลชนชั้นล่างต่อต้านรัฐบาลที่เชื่อว่าสืบทอดมาจากการรัฐประหารในขณะที่รัฐบาลมีมวลชนชั้นกลางให้ความสนับสนุน ความขัดแย้งจึงซับซ้อนกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา โดยในใจกลางความขัดแย้งนั้นหลายคนถือว่ามีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีผู้คนต่อต้านและอาจถึงขั้นเกลียดชังเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ก็มีผู้สนับสนุนเป็นจำนวนมากเช่นกัน ปัญหาชายแดนใต้ที่ว่ายืดเยื้อยาวนานและเป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ยังไม่อาจเทียบกับการที่สังคมไทยแตกเป็นเสี่ยงด้วยความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในเวลานี้
ผมเป็นแค่คนเล็กๆ ในสังคมยังสัมผัสความขัดแย้งได้ง่ายๆ ผ่านร้านกาแฟที่เราทำอยู่ หลายปีมานี้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านจะมาพร้อมกับความคิดทางการเมืองที่ต่างกัน บางคนระบายเสียงดังเหมือนจะฝากผ่านพนักงานในบาร์กระแทกไปถึงลูกค้าคนอื่นๆ บางคนเข้ามายังระแวดระวังและต้องโยนหินถามก่อนว่า “ที่นี่สีอะไร” หรือต้องคอยตรวจสอบก่อนว่าคู่สนทนานั้น “สีอะไร” บางคนเจอกันบ่อยในร้านพอจะรู้ว่าใครเป็นใคร ถ้าไม่ถูกใจหรือ “คนละสี” ก็แทบจะไม่มองหน้ากัน
ความขัดแย้งของคนในประเทศนี้บางคนบอกให้ดูในบางครอบครัวได้ แต่ผมเห็นมันชัดมากในร้านกาแฟ
ผมไม่ใช่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์การเมืองที่จะมีข้อเสนอทางออกทางเข้า แต่เท่าที่เห็นไม่ว่าอาจารย์ท่านไหนพูดอะไรออกมา ผู้คนจะใส่เสื้อสีให้ท่านอาจารย์เหล่านั้นเสร็จสรรพ จนบางครั้งอาจารย์บางท่านยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ ทุกวันนี้คนไทยจะเลือกรับรู้รับฟังสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยินเท่านั้น
ทำยังไงดีล่ะครับ ทฤษฏีทางการเมืองเมื่อฟังไปฟังมายังเห็นแต่ทางเข้า เลยให้นึกทางพระทางธรรมบ้าง ฟังท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก(พระพรหมคุณาภรณ์)เทศนาถึงเรื่องประชาธิปไตยแล้ว ท่านว่าสังคมจะเป็นได้ผู้คนต้องมีนู่นนี่มีศีลมีสติและหลายอย่างเหลือเกิน จนคิดว่าสังคมไทยคงอีกนานกว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ได้
แต่มีธรรมะข้อหนึ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อนคือที่ท่านว่า “โสวจัสสตา” คือฟังกันได้พูดกันได้ คุยกันรู้เรื่อง บางคนแปลว่า สอนได้ว่าง่าย บางคนแปลว่า ว่านอนสอนง่าย อันนี้ก็เลยคิดว่าเป็นคนหัวอ่อนหรือไม่มีความคิดเป็นของตัวเองไป ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่
ท่านเจ้าคุณว่าในสังคมเราถ้าแม้แต่จะพูดจะคุยกันไม่ได้แล้ว มันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นได้อยู่ทุกวันทุกที่โดยเฉพาะในร้านกาแฟอย่างที่กล่าวไป เดี๋ยวนี้เรามีแต่ความเกลียดชัง ดูถูก อาฆาต น้อยเนื้อต่ำใจ พูดอะไรไม่ได้เลย ทนฟังไม่ได้ จะพานทะเลาะกันอยู่ร่ำไป ถ้อยคำเริ่มจากเสียดสีกระแทกแดกดัน ไปเป็นดูหมิ่นเหยียดหยาม และจนด่าทอในที่สุด ความรุนแรงมันเริ่มตั้งแต่อ้าปากกันแล้ว
โสวจัสสตานั้น คือต้องรับฟังกัน ต้องอยากรู้ว่าอีกฝ่านหนึ่งเขาคิดอะไรเพื่อมาเพิ่มพูนความคิดและความรู้ของเรา ต้องคุยกันได้แม้จะไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังถ้อยคำไม่ให้เกิดการโต้เถียงรุนแรง มิเช่นนั้นมันก็คุยกันไม่ได้ ถ้าคุยไม่ได้มันก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว
ผมคิดว่านี่คือก้าวเล็กๆ ที่เราต้องข้ามผ่านให้ได้ก่อน และทุกคนในสังคมสามารถปฏิบัติได้ทันที เรื่องที่ใหญ่หลวงกว่านี้หรือเรื่องที่ผู้มีอำนาจควรจะทำหรือไม่ควรทำอะไรนั้นมีผู้รู้เสนอไว้มากแล้ว คงต้องปล่อยให้ท่านเหล่านั้นว่ากันไป แต่อย่าลืมว่าประชาธิปไตยที่แท้ รากฐานมาจากพวกเราทุกคน ถ้าเรายังคุยกันไม่ได้ คงไม่ต้องไปหวังอะไรจากใครทั้งนั้นครับ
Boblam
พฤษภาคม 23, 2010
พูดอะไรไม่ได้เลย ทนฟังไม่ได้ จะพานทะเลาะกันอยู่ร่ำไป ถ้อยคำเริ่มจากเสียดสีกระแทกแดกดัน ไปเป็นดูหมิ่นเหยียดหยาม และจนด่าทอในที่สุด ความรุนแรงมันเริ่มตั้งแต่อ้าปากกันแล้ว
I totally agree, particularly this issue. If one group rejects and/or ridicule others, it’s only a matter of time trouble ensues.
BK
พฤษภาคม 30, 2010
คนหลายคนใจกว้างไม่พอ และก็ไม่ยอมรับฟังความคิดใดเลย เรื่องประเทศไทย ซับซ้อนกว่าที่คนทั่วๆ ไปจะเข้าใจกันได้จริงๆ ตราบใดที่เราไม่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของประเทศเราแล้ว จริงๆ มันก็คงเป็นแค่ส่วนนึง ในความเห็นของผมคือ ถ้าไม่ได้เรียนแบบ 360 องศา เห็นอยู่แค่ 180 องศา แล้วมันก็คงไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเห็นอยู่แค่ฝั่งเดียว
ฮะๆ ผมกลับมาอเมริกา ช่วงหลังจากวันที่ 10 เมษา ผมว่าวันนั้นก็แย่แล้ว กลับมาแล้วยิ่งแย่กว่าเดิม (ถ้าอ่านข่าว จากหลายๆ ที่ ทั้งรัฐ ทั้งแดง แล้วพอเดาได้เลยว่า ยากที่จะปรองดอง) ยิ่งผมเปิดอ่านหนังสือพิมพ์ หรือสื่อไหน ถ้ามีการใช้ศัพท์ อย่าง ควายแดง หรืออะไรที่เป็นการดูถูก ผมก็ไม่ต้องเปิดเข้าไปอ่านแล้ว เพราะว่าไบอัส ไปแล้วทางคำพูด เนื้อหาก็ไม่ต้องพูดถึง
แม้ว่าผมจะไม่ได้จบทางนี้ แต่การที่ได้อ่านบทความ หลายๆ บทความ ก็พอสรุปได้ว่า ถ้าคนเราไม่เปลี่ยนความคิด และยังดูถูกคนอื่นที่ติดต่างแล้ว การันตีได้เลยว่า เราจะมี อีกสิบกว่าจังหวัดชายแดน กรุงเทพ กันเลย ด้วยเหตุที่ว่า สามจังหวัดชายแดน ก็เริ่มมาจากการดูถูกทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรม คล้ายๆ กัน ผมเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าในท้ายที่สุด เราปรองดองกันจริงหรือ เพื่อนผมคนนึงใช้คำว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเหมือนแผลถลอก สักพักคนไทยก็จะลืมกันไปเอง นั่นเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้คนคิดกันแบบนั้น นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า การศึกษาที่สูงไม่ได้ช่วยให้จริยธรรมนั้นสูง เราไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย
ครับว่าแล้ว บ่ายวันเสาร์อ่านหนังสือ จิบ espresso ไปแล้วสองแก้วอาจจะมีแก้วสามตามมา : ) ก็ต้องขอให้สังคมไทยเราพัฒนาทางความคิดขึ้นอีกหน่อยแล้วละครับ
** แต่นอกเหนือจากการเมืองที่ร้อน ในใจนั้นร้อนกว่า เพราะอยากได้ Rancilio Silvia Espresso V3 ผมสงสัยนะครับคือ เหมือนว่าตลาดเครื่อง espresso มันต่างกันโซนเอเซียยังไงก็ไม่รู้ แต่เครื่องนี้แพงมาก อยู่ที่ $650 สำหรับมือใหม่ : D อาจจะโดนเคอร์ฟิว จาก ผบทบ ที่บ้านได้ เช่นกัน