เข้าพรรษาปีนี้หยุดหลายวัน เลยมาชวนไปดูหนังของคุณเป็นเอกเรื่องล่าสุดคือ “นางไม้” ครับ รอบที่ผมดูนั้นนับคนดูทั้งโรงได้สิบกว่าคนทั้งๆ ที่หนังเพิ่งเข้า ผู้กำกับบอกว่าเรื่องนี้อยากได้สัก 30 ล้าน ผมว่าเขาพูดตลก หนังแต่ละเรื่องของเป็นเอกถูกวิจารณ์ว่าดูไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่แปลกอะไรเพราะเหมือนเขาไม่ได้ทำหนังแนวกระแสหลักอยู่แล้ว คนที่ดูแล้วชื่นชอบจึงจำกัดวงอยู่อย่างแคบๆ
นางไม้ที่ฉายในไทยเป็นเวอร์ชั่น “ตัดโดยผู้กำกับ” หรือ director’s cut ซึ่งเป็นคนละเวอร์ชั่นกับที่ไปเมืองคาน ผู้กำกับบอกว่าชอบเวอร์ชั่นที่ตัวเองตัดมากกว่าเพราะ “ผอมกว่า” ไม่อุ้ยอ้ายเทอะทะ แต่มันทำให้ผมต้องใช้ความตั้งใจดูมากขึ้น เพราะถ้าทอดอารมณ์ดูอาจจะพลาดข้อความบางอย่างที่หนังกำลังบอกเรา
ดูจบแล้วพอทราบครับว่ามีข้อความบางอย่างถูกส่งเข้ามา แต่อีกหลายคนไม่ได้รับข้อความนั้นจึงวิจารณ์ต่างๆ กันไป ในตลาดแบบ mass ของเราชอบแบบที่เคี้ยวมาให้แล้วใส่ปากแล้วกลืนได้เลย เรื่องนี้จึงไม่เหมาะ
ผมออกจากโรงมาด้วยความภูมิใจแทนคนไทย และคิดว่าแม้ตัวผมเองไม่ใช่คนทำหนัง แต่เป็นคนทำกาแฟ
…ผมก็อยากทำงานให้มันเกิดคุณค่าอะไรบางอย่างเหมือนกัน แม้ว่าคนทั่วไปดื่มแล้วจะส่ายหน้าก็ตาม

อยากดูค่ะ
ไม่แน่ใจว่ากลับกรุงเทพฯ วันอาทิตย์ที่จะถึงนี่แล้วจะยังเข้าอยู่ไหม
และ…
ไม่ว่าเราจะทำอะไร เป็นคนทำหนัง เป็นคนเขียนหนังสือ เป็นช่างบันทึกความทรงจำ หรือเป็นคนชงกาแฟ
เราว่าการงานของเราจะมีคุณค่าหรือไม่ก็ขี้นอยู่กับการให้ค่าของเราก่อนไม่ใช่หรือคะ
เคยอยากเปิดร้านกาแฟ ไปฝึกหัดอยู่พักใหญ่
ตอนนั้นเองที่ได้เรียนรู้ว่า คาปูชิโน่เหมือนกันแต่คาปูชิโน่สองแก้วที่ชงรสไม่เหมือนกัน
เพราะความอร่อยของลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน
กาแฟแก้วอร่อยของคนหนึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะอร่อยในความหมายของอีกคน
เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
สงสัยการเรียนรู้กันไปเรื่อยๆๆๆๆ ๆๆ ๆๆๆๆ ๆๆ
จะเป็นเหตุผลของการมีชีวิตอย่างหนึ่ง..