คราวนี้ถึงเวลาของ moka pot แล้วครับ หลังจากทยอยเล่นกับ coffee maker แบบอื่นๆ สำหรับรายละเอียดดีๆ ไปที่วิกิพีเดียจะเข้าใจง่ายกว่า ที่ผมได้มานั้นไปสอยมาจากสยามพารากอนครับ ตอนแรกอยากได้ Bialetti แบรนด์ตำนานผู้ประดิษฐ์คิดค้นเป็นรายแรก ที่พารากอนก็มีแต่ว่าเป็นแบบแสตนเลสและมีเฉพาะขนาด 2 ถ้วยค่าตัว 4 พันกว่าบาท โชคดีที่ผมต้องการขนาดถ้วยเดียวและดีไซน์คลาสิคแปดเหลี่ยมวัสดุเป็นอะลูมิเนียมโลหะประจำชาติของชาวอิตาเลี่ยนเขา เลยไปได้ยี่ห้อ pezzetti มาหม้อละไม่ถึง 4 ร้อย พะยี่ห้อและประทับตรา made in Italy แต่งานไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ดูงานของอันที่ทำในจีนยังดูละเอียดกว่า แต่มันมีให้เลือกเท่านั้นครับ
ผมซื้อมา 2 หม้อเลยเพื่อใช้ในการทำกาแฟพร้อมๆ กัน 2 ตัว สะดวกสบายในการเปรียบเทียบ ที่ซื้อมามีขนาดเล็กสามารถตั้งได้บนเตาขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วได้อย่างน้อย 4 หม้อพร้อมกัน โชคร้ายนิดนึงตรงที่ใบหนึ่งที่ซื้อมาดันก้นทะลุครับ ผมขี้เกียจเอาไปเปลี่ยนเลยใช้เทปอลูมิเนียมปิดไว้ใช้ได้ไม่มีปัญหา (ใครไปซื้อต้องส่องดูดีๆ นะครับ)
วิธีนี้ให้กาแฟรสชาติเข้มข้นมาก ข้อเสียคือแม้จะบดกาแฟค่อนข้างหยาบตะกอนกาแฟยังหลุดรอดมาได้ทำให้ออก muddy รสชาติไม่สะอาด moka เหมาะกับคนที่ชอบเอสเปรสโซ หรือกาแฟรสเข้มข้น สำหรับผมใช้เพื่อทดสอบเบลนด์กาแฟที่ตั้งใจคั่วเพื่อการชงเอสเปรสโซ เนื่องจากเหตุผลหลักๆ คือ 1. ต้องการทดสอบกาแฟที่บ้านครับ และที่บ้านไม่มีเครื่องชงเอสเปรสโซใหญ่ๆ แบบที่ใช้ในร้าน (เคยใช้เครื่องเล็กๆ แล้วพบว่าไม่เหมาะกับการทดสอบกาแฟ) 2. moka ให้รสชาติทำนองเดียวกับเครื่องเอสเปรสโซ หากทดสอบด้วย coffee maker อื่นๆ อะซิดิตี้หรือความเปรี้ยวจะไม่ถูกขับออกมามากทำให้จินตนาการรสชาติเมื่อเอาไปทำกับเครื่องเอสเปรสโซได้ยาก 3. สามารถทำพร้อมกันได้หลายตัว ตัดตัวแปรในการชงออกไปทั้งหมด ทำให้เปรียบเทียบกาแฟได้อย่างยุติธรรม
เมื่อเห็นเหตุผลของผมแล้วคงพอเห็นภาพนะครับว่า คนที่ชอบวิธีนี้คือชอบกาแฟเข้มข้นปริมาณน้อย สไตล์เอสเปรสโซ หากท่านเลือกใช้วิธีนี้ควรเลือกกาแฟที่คั่วเบลนด์มาสไตล์เอสเปรสโซ คือควรคั่วเข้มขึ้นมาสักนิดและกาแฟมีบอดี้สูงจะทำให้อร่อยยิ่งขึ้น การปรับความเข้มข้นทำได้โดยการปรับความหยาบละเอียดของผงกาแฟ และปริมาณกาแฟที่จะใช้ คนที่ไปเที่ยวอิตาลีหากลองสังเกตดูอาจพบว่าโรงคั่วส่วนใหญ่จะมีกาแฟคั่วเบลนด์และบดมาเพื่อใช้กับวิธีนี้โดยเฉพาะ


แต่ก่อนผมก็เคยเอามาใช้ เป็นของBodum ทีซื้อด้วยดีไซด์ของมันอย่างเดียวเลยจริงๆ ลูกค้าหลายคนชอบนะครับ ด้วยความร้อนของมันและความเข้มแบบติดไหม้ๆนิดหน่อย
เลยกลายเป้นเอสเพรสโซแบบไม่ต้องรีบกินมากแล้วเวลาตั้งบนโต๊ะก็ดูสวยดี
ช่วงนี้คุณวุฒิชอบเล่นเครื่องชงกาแฟแบบบ้านๆนะครับ
ต่อไปจะเป้นตัวอะไรอีกดี…
ผมนึกไม่ออกแล้ว
ส่วนตัวผมจะไม่บดกาแฟให้ละเอียดมากครับ กลิ่นไหม้จะน้อยหรือถึงกับไม่มี น้ำไม่ร้อนเกินไปเพราะน้ำผ่านสะดวกไม่โดนอั้นไว้ให้ร้อนขึ้น แม้ว่ากาแฟจะไม่เข้มข้นมากแบบบดละเอียดแต่ผมลองชงเปรียบเทียบกับเครื่องที่บาร์ พบว่าการเชื่อมโยงรสชาติดีมาก ใครที่คั่วกาแฟเอสเปรสโซอยู่หรือบาริสต้าที่ชอบเปรียบเทียบเบลนด์ใช้วิธีนี้น่าจะชอบกัน
ตัวต่อไปเป็นอะไร คุณแน่มีแนะนำมั๊ยล่ะครับ หรือจะมาเล่าเองก็ขอบคุณล่วงหน้าเลยครับ
อ่า…. แสดงว่าที่ผมชงแล้วติดไหม้นิดๆ นี่เพราะผมชงผิดนี่เอง
เดี๋ยวจะลองใหม่แล้วใช้กาแฟหยาบขึ้นดู ส่วนตัวต่อไป
คุณวุฒิลองหาBalancing Syphon มาเล่นดูบ้างมั้ยครับ
เป็นเครื่องชงที่ผมอยากได้มาก และยังไม่เคยได้ลองแตะดูเลย
จำได้ว่าเห็นราคาแล้วถอดใจ…
แต่น่าตามันคราสสิกมากเลยนะครับ
จะใส่รูปแต่ทำไม่เป็น…จะได้เอาให้คนอื่นดูเล่นหน่อย
ไม่ผิดหรอกครับ ติดไหม้เป็นเสน่ห์ของการชงแบบนี้อยู่แล้ว แต่ผมมีจุดประสงค์เพื่อชิมเปรียบเทียบจึงยอมให้ติดไหม้ไม่ได้ พอมันพุ่งขึ้นด้านบนหมดต้องรีบยกออกเลย เอาออกก่อนน้ำหมดยิ่งดีเพื่อเลี่ยงน้ำที่ร้อนจัด ตอนชิมยังต้องรอให้เย็นลงอีก (คล้ายคัปปิ้งเลยครับ) เพื่อให้กลิ่นออกชัดเจน ลองดูนะครับ
แล้ว balancing syphon เป็นยังไงอ่ะครับ เคยเห็นที่เขาตั้งบนเตาหรือเปล่า คุณแน่ทิ้งลิงค์ไว้ก็ได้นะครับ
“สำหรับผมใช้เพื่อทดสอบเบลนด์กาแฟที่ตั้งใจคั่วเพื่อการชงเอสเปรสโซ”
Interesting, this is the first time I heard about this application. The french press seemed to be more common to me even for coffee roasted for espresso
In my opinion, french press or steeping is good for enjoy single origin coffee. sometimes I use it to practice my cupping skill which need a super light roast.(lighter is easier to check its nuances)
the darker roast always come with less acidity so if we would like to check its nice acidity maybe we should use the more pressure method of brewing.
Interesting and thks.
เป็นวิธีชงที่น่าสนใจมากครับ