toper เครื่องคั่วจากตุรกีที่ผมใช้อยู่นั้นหลายคนดูแคลนว่าเป็นเครื่องราคาถูกไม่น่าวางใจเท่าเครื่องจากเยอรมัน ผมเองก็โดนสะกดจิตในเรื่องนี้อยู่นานครับแต่ด้วยงบจำกัดพิจารณาด้วยข้อมูลทั้งปวงแล้วถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น และถือเป็น Toper เครื่องแรกที่ถูกนำเข้ามาในเมืองไทย ถึงวันนี้นับเป็นเวลาเกือบปีแล้วครับที่ได้ทำความคุ้นเคยกับเจ้าเครื่องขนาดครั้งละ 15kg ตัวนี้ โดยที่ไม่มีการดัดแปลงอะไรเลยนอกจากเปลี่ยน temperature probe ตัวหนึ่งให้เป็นแบบ digital เท่านั้น จนกระทั่งได้ฤกษ์เปลี่ยน burner จากเดิมที่มีเพียง 4 หัว ปล่อยเปลวไฟท่วมครึ่งถังคั่วกลายเป็น 27 หัว jet cap มีเปลวไฟเตี้ยลงไม่เลียถังมากอย่างเดิมและให้เปลวที่สะอาดขึ้น เขม่าควันน้อยลง ทำให้เมล็ดคั่วมีกลิ่นสะอาดขึ้น การคั่วนิ่มนวลมากขึ้น

หลายคนถามว่าใช้ toper เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ตอบยากเพราะไม่เคยใช้เครื่องยี่ห้ออื่นอย่างจริงๆ จังๆ แต่ถามว่าพอใจผลงานไหมตอบได้ว่าไม่เลวเลย โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยน burner ใหม่แล้ว การควบคุมไฟมั่นใจมากขึ้น เพราะมันนุ่มนวลกับดรัมที่ทำจาก mild steel อย่างที่ติดมากับเครื่อง
เมื่อกลับมาจากดอยช้างคราวนี้เลยรู้สึกมันเขี้ยว คิดทบทวนถึงแนวคิดในการคั่วกาแฟที่มีค่อนข้างหลากหลายจนเกิดแรงบันดาลใจให้ลองคั่วหลายๆ แบบดู ผมลอง log ข้อมูลการคั่วแบบ live update ออกมาอย่างที่เคยทำเมื่อตอนหัดคั่วกาแฟใหม่ๆ ดูเวลา ดูอุณหภูมิตลอดการคั่ว แล้วจึงลองคั่วโดยไม่จับเวลา ดูแค่อุณหภูมิปล่อยเมล็ดและไม่ดูอุณหภูมิอะไรอื่นอีกเลย ดูสี ดมกลิ่น ฟังเสียงเท่านั้น พบว่าแต่ละวิธีให้อารมณ์การคั่วต่างกันมาก แต่แบบหลังนี้รู้สึกว่ายังยากอยู่แต่ก็ทำให้สนใจเมล็ดและการเปลี่ยนแปลงของมันมากขึ้น
ผมชักจะเห็นด้วยกับแนวคิดการวางโปรไฟล์โดยสนใจอุณหภูมิของเมล็ดเป็นสำคัญอย่างที่ได้เห็นจาก brambati เพราะเคมีในกาแฟน่าจะเปลี่ยนแปลงแบบเดียวกัน ณ อุณหภูมิหนึ่ง มากกว่าการใช้เวลามากำหนด ปัญหาคือตำแหน่งของ bean probe นั้น เหมาะสมหรือไม่ ผมสังเกตว่าของ brambati นั้นอยู่ค่อนมาทางด้านล่างของดรัมเพื่อให้จมอยู่ในเมล็ดกาแฟขณะคั่ว แต่ของ toper ที่ปักมาให้ผมนั้น อยู่เลยกี่งกลางของดรัมขึ้นไปเล็กน้อย ตำแหน่งนี้ probe น่าจะได้อุณหภูมิของอากาศในดรัมไปด้วย แต่ผมก็ยังพอใจอยู่ เพราะใน brambati นั้นใช้ลมร้อนในการคั่วดังนั้นดรัมจึงไม่ได้รับความร้อนจากเปลวไฟโดยตรง การวางตำแหน่ง bean probe แบบนั้นย่อมทำได้ ต่างจาก toper ที่ดรัมรับความร้อนจากเปลวไฟด้วย การวางตำแหน่ง bean probe ให้ห่างจากผิวดรัมจึงน่าจะวัดอุณหภูมิของกาแฟได้ใกล้เคียงกว่า ผมลองยึดอุณหภูมิเป็นหลักในการปรับเปลวไฟและแรงลมระหว่างการคั่ว ใช้เวลามาประกอบหลังจากแคร็กครั้งที่ 1 สังเกตเสียงแคร็กครั้งที่ 1 ว่าดังค่อยอย่างไร และจบด้วยอุณหภูมิที่ต้องการ (ที่จริงควรจะเป็นสี แต่ผมดูสีไม่ถนัดจริงๆ) ผลงานที่ได้น่าพอใจ แต่ความรู้สึกที่ได้ระหว่างคั่วน่าพอใจยิ่งกว่า เพราะรู้สึกมั่นใจขึ้นและไม่ได้ทอดทิ้งกาแฟไว้กับตัวเลขอย่างที่เคย

ในภาพนั้นเห็นจากจอคอมพิวเตอร์เป็น profile การคั่วกาแฟตัวเดียวกัน 2 แบทช์ติดต่อกันครับ ดูดีๆ จะพบว่ารูปร่างกราฟต่างกันเล็กน้อย ความคิดเดิมอาจเชื่อว่าให้ผลลัพธ์ต่างกันถือเป็นความไม่สม่ำเสมอ แต่ความคิดใหม่คือ ”ไม่ให้ความสำคัญ” ครับ รูปกราฟต่างได้ แต่อาจให้ผลลัพธ์เหมือนกันได้ เพราะในระหว่างการคั่วทั้ง 2 แบทช์นั้น อาจมีสภาพแวดล้อมเช่นอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ในโรงคั่วต่างกัน แต่เราได้ปรับไฟและลมแบบเดียวกัน ณ อุณหภูมิเมล็ดเดียวกัน ผมสังเกตว่า จะอย่างไรก็ตามเมล็ดกาแฟแคร็กที่อุหภูมิเดียวกันทั้งสองเตา(ที่เวลาต่างกันเล็กน้อย) และผมให้จบการคั่วที่อุณหภูมิเดียวกัน เมื่อนำมาชิมทดสอบยังให้รสชาติที่ใกล้เคียงกันมาก
นำมาเล่าสู่กันฟังครับ ใครที่ไม่ได้คั่วกาแฟอาจจะงงๆ ขอให้ข้ามไปก่อนครับ แต่สำหรับคนที่เริ่มคั่วกาแฟหรือคั่วกาแฟอยู่แล้วอาจได้แนวคิดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้บ้าง ใครมีข้อคิดเห็นหรือสไตล์การคั่วส่วนตัวมาเล่าให้ฟัง ผมยังรอด้วยใจจดจ่อนะครับ
บุ๊ง
มีนาคม 19, 2008
เว็บใหม่สวยดีครับคุณวุฒิ โดยเฉพาะรูปเบอร์นเนอร์
ผมสงสัยมานานแล้วว่าความชื้นสัมพัทธ์ในโรงคั่วนั้นมีผลอะไรกับการคั่วครับ อ่านจากตำราเมืองนอกไม่เคยเห็นมีคนพูดถึง คุณวุฒิคิดว่ายังไงครับ
vhaska
มีนาคม 19, 2008
ผมเข้าใจว่าถ้าความชื้นมากพลังงานที่ burner ผลิตได้จะลดลง เพราะต้องสูญเสียไปกับการเผาความชื้นที่มากกว่า(เป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับความชื้นในเมล็ด) ผู้คั่วอาจต้องชดเชยด้วยการเพิ่มแรงดันแก๊สขึ้นอีกนิด ในขณะที่ถ้าอุณหภูมิห้องคั่วสูงนั่นหมายถึงเมล็ดกาแฟมีแนวโน้มที่จะมีอุณหภูมิสูงถึงจุดที่ต้องการเร็วขึ้น หากเราต้องการรักษาเวลาการคั่วให้เท่าเดิมเราอาจต้องลดแก๊สหรือเปลวไฟลง
ดังนั้นในความเป็นจริงถ้าเราจะเลี้ยงโปรไฟล์ให้มีรูปกราฟเหมือนเดิมเป๊ะในทุกๆ แบทช์ที่คั่วหมายถึงรักษาความสัมพันธ์ของอุณหภูมิและเวลาเหมือนเดิมทุกครั้ง เราจะต้องชดเชยหรือต้องปรับแก๊สทีละนิดทีละหน่อยอยู่ตลอดเวลา หากเป็น automation ก็คงต้องใช้แบบ fuzzy logic คอยคำนวณและควบคุมให้ ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าไม่ได้จำเป็นถึงขนาดนั้น เพียงรักษารูปร่างของกราฟให้ใกล้เคียงกัน และปรับไฟตามโปรไฟล์ตามอุณหภูมิของเมล็ดก็เพียงพอแล้ว และง่ายกว่าเยอะครับ
aibenz
พฤษภาคม 21, 2011
อยากได้เครื่องคั่วตัวนี้้บ้าง อยากรู้ว่าราคาเท่าไหร่ครับ (เอาที่คั่วประมาณ สอง ถึง ห้า กิโล) ครับ ขอบคุณครับ